กลุ่มเป้าหมาย แต่ก่อนเป็นกลุ่มคนทำงาน กลุ่มสาวออฟฟิศ แต่ตอนนี้ได้พุ่งเป้าไปที่ กลุ่มเยาวชน-กลุ่มวัยรุ่น เพราะได้มีการพัฒนาจากลวดลายโบราณๆมาเป็นลวดลายร่วมสมัย
วันจันทร์ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2558
แผนการตลาดและกลุ่มเป้าหมาย
ในปัจจุบันมีการทำแผนการตลาดกับต่างประเทศอยู่ มีการส่งผ้าหมักโคลนขายที่เมืองเวียงจันทร์ ประเทศลาว
กลุ่มเป้าหมาย แต่ก่อนเป็นกลุ่มคนทำงาน กลุ่มสาวออฟฟิศ แต่ตอนนี้ได้พุ่งเป้าไปที่ กลุ่มเยาวชน-กลุ่มวัยรุ่น เพราะได้มีการพัฒนาจากลวดลายโบราณๆมาเป็นลวดลายร่วมสมัย
ที่มาของข้อมูล : บทสัมภาษณ์ นาง นรินทิพย์ สิงหะตา ประธานกลุ่มวิสาหกิจทอผ้าดั้งเดิมอำเภอหนองสูง จังหวัดมุกดาหาร และกลุ่มวิสาหกิจชุมชนทอผ้าดั้งเดิมบ้านหนองสูง
กลุ่มเป้าหมาย แต่ก่อนเป็นกลุ่มคนทำงาน กลุ่มสาวออฟฟิศ แต่ตอนนี้ได้พุ่งเป้าไปที่ กลุ่มเยาวชน-กลุ่มวัยรุ่น เพราะได้มีการพัฒนาจากลวดลายโบราณๆมาเป็นลวดลายร่วมสมัย
วันอาทิตย์ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2558
ขั้นตอนการทำผ้าหมักโคลน
ขั้นตอนการทำผ้าหมักโคลนก็ไม่ยุ่งยาก เพียงจะมีหลายขั้นตอนเท่านั้น ต้องใช้ความอดทนในการทำ โดยการทำเริ่มจากนำโคลนขึ้นมากรองด้วยตะแกรง เพื่อคัดกรองเอาพวกเม็ดกรวดเม็ดดินออกให้เหลือ แต่เนื้อโคลนล้วนๆแล้วนำไปผสมน้ำและเกลือตามความเหมาะสม คนให้เข้ากัน
นำเส้นใยฝ้ายหรือผ้าไหมลงไปแช่ในโคลนที่เตรียมไว้ โดยใช้เวลาหมักประมาณ 3-6 ชั่วโมง ซึ่งสีของเส้นใยจะอ่อนหรือเข้ม ขึ้นอยู่กับระยะเวลาในการหมัก
เมื่อหมักได้เวลาที่ต้องการ ก็นำขึ้นมาบิด จากนั้นนำไปตากแดดให้แห้ง พอเส้นใยแห้งก็นำไปล้างน้ำให้สะอาดแล้วนำกลับไปตากแดดให้แห้งอีกครั้งหนึ่ง จากนั้นจึงนำไปทำการย้อมสีตามที่ต้องการ
การสกัดน้ำยอมสีธรรมชาติ นำเปลือกไม้ไปแช่น้ำ ให้คลายสีออกมา แล้วนำไปต้มสกัดเอาน้ำสี จากนั้นใส่เกลือ ทำการผสมให้เข้ากันก็จะได้น้ำสีย้อม จากนั้นนำเส้นใยที่หมักโคลนแล้วลงไปต้มย้อมจนสีติดเส้นใย ผึ่งแดดให้แห้งแล้วจึงนำไปทอ บางแห่งมีการนำเส้นใยธรรมชาติไปทอเป็นผืนก่อน แล้วจึงนำไปหมักโคลน แล้วย้อมสีภายหลัง โดยใช้วิธีการหมักย้อมเหมือนกัน
นำเส้นใยฝ้ายหรือผ้าไหมลงไปแช่ในโคลนที่เตรียมไว้ โดยใช้เวลาหมักประมาณ 3-6 ชั่วโมง ซึ่งสีของเส้นใยจะอ่อนหรือเข้ม ขึ้นอยู่กับระยะเวลาในการหมัก
เมื่อหมักได้เวลาที่ต้องการ ก็นำขึ้นมาบิด จากนั้นนำไปตากแดดให้แห้ง พอเส้นใยแห้งก็นำไปล้างน้ำให้สะอาดแล้วนำกลับไปตากแดดให้แห้งอีกครั้งหนึ่ง จากนั้นจึงนำไปทำการย้อมสีตามที่ต้องการ
การสกัดน้ำยอมสีธรรมชาติ นำเปลือกไม้ไปแช่น้ำ ให้คลายสีออกมา แล้วนำไปต้มสกัดเอาน้ำสี จากนั้นใส่เกลือ ทำการผสมให้เข้ากันก็จะได้น้ำสีย้อม จากนั้นนำเส้นใยที่หมักโคลนแล้วลงไปต้มย้อมจนสีติดเส้นใย ผึ่งแดดให้แห้งแล้วจึงนำไปทอ บางแห่งมีการนำเส้นใยธรรมชาติไปทอเป็นผืนก่อน แล้วจึงนำไปหมักโคลน แล้วย้อมสีภายหลัง โดยใช้วิธีการหมักย้อมเหมือนกัน
กระบวนการการทอผ้า
ที่มาของข้อมูล : บทสัมภาษณ์ นาง นรินทิพย์ สิงหะตา ประธานกลุ่ เมวิสาหกิจทอผ้าดั้งเดิมอำเภอหนองสูง จังหวัดมุกดาหาร ในหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ วันอังคาร ที่ 12 มกราคม พ.ศ.2551 เรียบเรียงโดย
นาย วิภาวี สมเพราะ
วันเสาร์ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2558
การทำฝ้ายให้เป็นเส้น
นำฝ้ายที่เก็บไว้ออกผึ่งแดดเพื่อให้ปุยฝ้ายที่เก็บไว้นั้นฟูขึ้น เพื่อสะดวกในเวลาแยกเมล็ดฝ้ายออกจากปุย การแยกนี้ใช้เครื่องมือชนิดหนึ่งมีลักษณะเหมือนกันกับเฟืองรถยนต์ จำนวน 2 เฟือง (เฟืองกลมคล้ายกับสว่าน) ที่หมุนพร้อมกันกับด้ามทำด้วยไม้จริงกลมๆ โดยให้ด้ามของเฟืองอันหนึ่งยาวกว่าอีกอันหนึ่ง โดยให้อันล่างยาวกว่าอันบน ที่ปลายไม้อันล่างทำมือสำหรับจับเวลาหมุน ส่วนเสานั้นทำด้วยไม้จริงเหมือนกัน หนาประมาณ 3เซนติเมตร สูงพอประมาณ 2หลัก เพื่อไว้ใส่ไม้หมุนทั้ง2อัน ส่วนเสาปักอยู่บนไม้อีกแผ่นหนึ่ง ซึ่งทำเป็นฐานรองรับเสา หนาวประมาณ 3-5 นิ้ว เป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า ขนาดกว้างยาวพอประมาณ เครื่องมือชนิดนี้เรียกว่า "อิ้ว"
เครื่องอิ้วฝ้าย
"อิ้ว" ใช้สำหรับแยกเมล็ดฝ้ายออกจากปุยฝ้ายโดยให้ปุยลอดอิ้วไปทางด้านหน้า ส่วนเมล็ดจะหล่นอยู่ทางด้านหลัง จากนั้นนำเอาปุยฝ้ายที่อิ้วเรียบร้อยมาดีดกับเครื่องมือดีดฝ้ายเพื่อให้ฝ้ายที่นำมาดีดเป็นเนื้อเดียวกันจนละเอียดเหมือนกับสำลี
การอิ้วฝ้าย
การดีดฝ้ายหรือแก้บฝ้าย
นำปุยฝ้ายที่คัดแยกเมล็ดออกหมดแล้วมาดีด โดยใช้ กงดีดฝ้าย ก๋งยิงฝ้าย หรือ กงแก้บฝ้าย ซึ่ง
ทำจากซี่ไม้ไผ่ เหลาให้ปลายเรียวทั้งสองข้าง ใช้เชือกผูกที่ปลายทั้งสองข้างเพื่อดัดซี่ไม้ให้โค้งเข้าหากันคล้ายกับคันธนู อุปกรณ์คู่กันคือปล้องไม้ไผ่ขนาดเล็กยาวประมาณ 6- 8 นิ้ว และกระบุงขนาดใหญ่พิเศษ ทรงปากกว้างพอประมาณขอบปากกระบุงด้านหนึ่งมัดท่อนไม้ขนาดประมาณ 4 x 6 นิ้ว เพื่อเวลาดีดฝ้าย ปากกระบุงจะได้ยกหนุนสูงขึ้นจากพื้น กระบุงขนาดใหญ่นี้เรียกเป็นภาษาท้องถิ่นต่าง ๆ กันว่า กะเพียด กะเพด หรือกระหลุมยิงฝ้าย
วิธีการดีดฝ้ายหรือแก้บฝ้าย
นำปุยฝ้ายมาใส่กะเพียด กะเพด หรือกะลม แล้วเอามือหนึ่งจับกงดีดฝ้ายหรือก๋งยิงฝ้าย ถือด้านที่เป็นคันธนูไว้ให้เส้นเชือกถูกปุยฝ้าย แล้วใช้อีกมือจับปล้องไม้ไผ่ ขนาดเล็กดีดเส้นเชือกต่อเนื่องไป เพี่อให้ปุยฝ้ายกระจายตัวเป็นปุยละเอียด หมั่นคนปุยฝ้ายให้เชือาดีดถูกจนทั่วสม่ำเสมอกันเป็นปุยละเอียดเหมือนกันทั้งหมด การดีดฝ้ายแต่ละครั้งจะไม่ใส่ฝ้ายมากนักจะดีดฝ้ายให้เพียงพอเฉพาะการนำมาม้วนฝ้ายหรือล้อฝ้ายเท่านั้น ไม่ควรดีดฝ้ายทิ้งค้างไว้เพราะปุยฝ้ายจะคืนตัวจับกันเป็นก้อนเหมือนเดิม
การม้วนฝ้ายหรือล้อฝ้าย
แป้นล้อฝ้าย
ทำจากไม้เนื้อแข็ง เป็นแผ่นไม้หนาประมาณ 1 นิ้ว รูปทรงส่วนใหญ่เป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดประมาณ 8 x 10 นิ้ว โดยด้านกว้างด้านหนึ่งจะมีที่จับ
ทำจากไม้เนื้อแข็ง เป็นแผ่นไม้หนาประมาณ 1 นิ้ว รูปทรงส่วนใหญ่เป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดประมาณ 8 x 10 นิ้ว โดยด้านกว้างด้านหนึ่งจะมีที่จับ
ไม้ล้อฝ้าย
ทำจากไม้เนื้อแข็ง รูปทรงคล้ายตะเกียบ บางท้องถิ่นจะแกะสลักด้ามเป็นหยักเหลื่ยมสวยงาม
ทำจากไม้เนื้อแข็ง รูปทรงคล้ายตะเกียบ บางท้องถิ่นจะแกะสลักด้ามเป็นหยักเหลื่ยมสวยงาม
วิธีการม้วยฝ้ายหรือล้อฝ้าย
คือ นำปุยฝ้ายที่ดีดเป็นปุยละเอียดแล้ว วางลงบนแป้นล้อฝ้าย
ให้กระจายสม่ำเสมอกัน ประมาณขนาดให้ใหญ่กว่าฝ่ามือเพียงเล็กน้อย
แล้ววางไม้ล้อฝ้ายไว้บนส่วนปุยฝ้าย
จากนั้นให้เอาฝ่ามือถูปุยฝ้ายให้ม้วนขนานเข้าไปกับไม้ล้อฝ้าย โดยรักษาน้ำหนักมือให้พอเหมาะเพื่อไม่ให้ม้วนฝ้ายแน่นหรือหลวมเกินไป
แล้วดีงไม้ล้อฝ้ายออก จะได้ฝ้ายเป็นม้วนหลอดกลมยาวประมาณ
8 - 9 นิ้ว บางท้องถิ่นเรียกหลอดม้วนฝ้ายนี้ว่า ดิ้ว การม้วนฝ้ายหรือล้อฝ้ายนี้จะต้องทำจนหมดปุยฝ้ายที่ดีดไว้
การม้วนฝ้ายหรือล้อฝ้ายนี้ทำสะสมไว้ได้แล้วทยอยนำไปปั่นเป็นเส้นด้าย
แต่ก็ไม่ควรเก็บม้วนฝ้ายหรือล้อฝ้ายไว้นานเกินไป โดยปกติหลังจากม้วนฝ้ายหรือล้อฝ้ายได้พอประมาณจึงนำไปปั่นเป็นเส้นใยจนหมดม้วนฝ้าย
การปั่นฝ้ายให้เป็นเส้นใยฝ้ายจะใช้เครื่องมือที่เรียกว่า กงปั่นฝ้าย หรือ หลาปั่นฝ้าย
การปั่นฝ้ายนี้ภาษาท้องถิ่นทางภาคอีสานเรียกว่า การเข็นฝ้าย
การปั่นฝ้าย หรือ หลาปั่นฝ้าย ส่วนโครงสร้างทำจากไม้เนื้อแข็ง ส่วนวงล้อนั้นประกอบจากซี่ไม้ไผ่
โครงสร้างส่วนฐานประกอบจากท่อนไม้คล้ายตัวอักษร
T โดยส่วนหัวมีเสาหลัก 2 ข้างเข้าต่อเป็นเดือยทะลุฐาน
ข้างหนึ่งสั้นกว่าเพื่อให้เอียงเข้าหาด้านผู้ปั่น ส่วนเสาหนักที่ทะฐานขึ้นไปจะยาวเท่ากัน โดยส่วนกึ่งกลางจะเจาะทะลุใส่คานแกนของวงล้อปั่นฝ้าย
วงล้อนี้จะทำด้วยซี่ไม้ไผ่มัดประกอบกันด้วยเส้นเชือก มีลักษณะคล้ายวงล้อจักรยาน ที่คานแกนกลางวงล้อนี้จะต่อยาวออกมาเป็นที่จับสำหรับหมุนปั่นฝ้ายส่วนฐานอีกด้านหนึ่งเข้าเดือยไม้อีกชิ้นหนึ่ง
ซึ่งมีหลักเตี้ย ๆ ขึ้นไปเป็นคานใส่เหล็ก ด้านหนึ่งยื่นเป็นปลายแหลมเข้าหาด้านผู้ปั่นฝ้าย เหล็กปลายแหลมนี้เรียกว่า ไน ซึ่งหมุนโดยแรงเหวี่ยงของเส้นเชือกที่ผูกโยงรอบวงล้อมาหาแกนของเหล็กไน
เมื่อหมุนวงล้อ เหล็กไนก็หมุนไปด้วย
การปั่นฝ้าย
วิธีการปั่นฝ้ายหรือเข็นฝ้าย เอาปลายม้วนฝ้ายจ่อไว้ที่ไน ส่วนมืออีกข้างจับที่หมุนให้วงล้อหมุน
ส่วนไนก็จะหมุนตาม ทำให้แรงเหวี่ยงตีเกลียวม้วนฝ้ายที่จ่อไว้
เมื่อดึงมือที่ถือม้วนฝ้ายออกมาก็จะเป็นเส้นฝ้าย เมื่อผ่อนมือย้อนกลับเส้นฝ้ายก็จะม้วนอยู่กับเหล็กไน เมื่อไกล้จะหมดม้วนฝ้ายก็เอาม้วนฝ้ายอันใหม่ทำต่อเนื่องกับม้วนฝ้ายอันเดิมให้เป็นเส้นฝ้ายเดียวกัน
จนเส้นฝ้ายเต็มเหล็กไน จึงค่อยๆ
คลายเส้นใยฝ้ายจากเหล็กไนใส่ไม้เปียฝ้ายหรือไม้เปฝ้าย
การปั่นฝ้าย
ที่มาของข้อมูล: - https://soclaimon.wordpress.com/2013/09/16/%E0%B8%95%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B8%E0%B8%87-%E0%B8%9D%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%92%E0%B8%99%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1-%E0%B8%AA%E0%B8%AD%E0%B8%87/?fb_source=pubv1
-http://www.openbase.in.th/node/5621
-http://www.openbase.in.th/node/5621
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)





